วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Brookesia minima


Brookesia minima กิ่งก่าที่เล็กที่สุดในโลก พบได้ที่เดียวในโลกที่เกาะมาดากาสการ์ ความยาวประมาณ 2.8 ซม.ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 3.4 ซม.

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Pyrenean Mountain Dog



รูปภาพ : Pyrenean Mountain Dog เป็นสุนัขที่ได้รับเกียรติอย่างสูงจากชาวฝรั่งเศส มีผู้พบฟอสซิลของสุนัขพันธุ์นี้ซึ่ง สันนิษฐานว่าเกิดในยุค ทองเหลือง หรือประมาณปี 1800-1000 ก่อนคริสตกาล มีผู้สันนิษฐานว่าสุนัขพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย แล้วจึงแพร่เข้าไปในยุโรปโดยพ่อค้าชาวอารยัน 

ในสมัยก่อนทหารชาวฝรั่งเศส นิยมใช้สุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขอารักขาด้วย และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้นำสุนัขพันธุ์นี้ไปใช้ลาก เลื่อน และกิจกรรมต่าง ๆ ในบริเวณชายแดนของฝรั่งเศสและสเปน

Pyrenean Mountain Dog เป็นสุนัขที่ได้รับเกียรติอย่างสูงจากชาวฝรั่งเศส มีผู้พบฟอสซิลของสุนัขพันธุ์นี้ซึ่ง สันนิษฐานว่าเกิดในยุค ทองเหลือง หรือประมาณปี 1800-1000 ก่อนคริสตกาล มีผู้สันนิษฐานว่าสุนัขพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย แล้วจึงแพร่เข้าไปในยุโรปโดยพ่อค้าชาวอารยัน

ในสมัยก่อนทหารชาวฝรั่งเศส นิยมใช้สุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขอารักขาด้วย และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้นำสุนัขพันธุ์นี้ไปใช้ลาก เลื่อน และกิจกรรมต่าง ๆ ในบริเวณชายแดนของฝรั่งเศสและสเปน

วงกลมปริศนา (Mystery Circle)

วงกลมปริศนา (Mystery Circle) ใต้ท้องทะเลประเทศญี่ปุ่น

เมื่อต้นปี 2012 นักประดาน้ำโยชิ โอกาตะ ได้ค้นพบประติมากรรมลึกลับใต้ท้องทะเล แถวอามามิ โอชิม่า ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ลัษณะคล้ายกับ Crop Circles ที่เกิดตามทุ่งนาทั่วโลก รูปทรงแบบเรขาคณิตบนพื้นทรายที่สวยงามเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ฟุต ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน

นักประดาน้ำ จึงตั้งให้มันว่า “mystery circle” หรือวงกลมลึกลับแต่เมื่อเฝ้าสังเกตุดูพบว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเองจากธรรมชาติ และไม่ได้เกิดจากผีมือ มนุษย์ต่างดาว แต่เกิดจากฝีมือปลาปักเป้าขนาดจิ๋ว ผู้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมชั้นเลิศ เพื่อสร้างรังวางไข่นั้นเอง


รูปภาพ : วงกลมปริศนา (Mystery Circle) ใต้ท้องทะเลประเทศญี่ปุ่น

เมื่อต้นปี 2012 นักประดาน้ำโยชิ โอกาตะ ได้ค้นพบประติมากรรมลึกลับใต้ท้องทะเล แถวอามามิ โอชิม่า ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ลัษณะคล้ายกับ Crop Circles ที่เกิดตามทุ่งนาทั่วโลก รูปทรงแบบเรขาคณิตบนพื้นทรายที่สวยงามเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ฟุต ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน

นักประดาน้ำ จึงตั้งให้มันว่า  “mystery circle” หรือวงกลมลึกลับแต่เมื่อเฝ้าสังเกตุดูพบว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเองจากธรรมชาติ และไม่ได้เกิดจากผีมือ มนุษย์ต่างดาว แต่เกิดจากฝีมือปลาปักเป้าขนาดจิ๋ว ผู้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมชั้นเลิศ  เพื่อสร้างรังวางไข่นั้นเอง

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ฟองน้ำพิณ



พบสัตว์กินเนื้อพันธุ์ใหม่เป็น “ฟองน้ำ” ชนิดหนึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนพิณ อยู่ในทะเลน้ำลึกของมหาสมุทรทางฝั่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ และเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์เห็นวัฏจักรชีวิตของสัตว์ชนิดนี้ไปจนถึงการขยายพันธุ์ถูกค้นพบโดยทีมจากสถาบันวิจัยสัตว์น้ำมอนเทอร์เรย์เบย์ (Monterey Bay Research Aquarium Institute in) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 ฟองน้ำดังกล่าวซึ่งมีรูปร่างเหมือนพิณตะแคงข้าง อาศัยอยู่ใต้พื้นผิวมหาสมุทรลงไป 3.5 กิโลเมตร ในอ่าวมอนเทอร์เรย์เบย์ของแคลิฟอร์เนีย และด้วยรูปร่างเช่นนั้นจึงได้ถูกเรียก “ฟองน้ำพิณ” กิ่งก้านของฟองน้ำเต็มไปด้วยตะขอโค้งงอคล้ายตะขอเวลโคร ซึ่งทำหน้าที่ดักจับสัตว์น้ำเปลือกแข็งเมื่อเหยื่อเหล่านั้นถูกกระแสน้ำในทะเลลึกกวาดต้อนเข้าไปอยู่ในกิ่งก้านดังกล่าว เมื่อฟองน้ำพิณได้เหยื่อมาเป็นอาหาร มันจะหุ้มเหยื่อด้วยเยื่อบางๆ และเริ่มกลืนกินอาหารอันโอชะของตัวเองอย่างช้า ๆ ฟองน้ำพิณยึดติดกับตะกอนโคลนนิ่มๆ บนพื้นมหาสมุทรด้วย “ไรซอยด์” (rhizoids) ที่มีลักษณะคล้ายราก และอาศัยอยู่ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตลึกลับอื่น ๆ โดยฟองน้ำตัวแรกที่นักวิทยาศาสตร์เห็นนั้นมีเพียง 2 กิ่งก้าน ซึ่งพวกเขาเรียกกิ่งก้านนั้นว่า “ใบ” จากนั้นยานสำรวจระยะไกลก็พบสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ตัวอื่นๆ อีก ซึ่งบางตัวมีถึง 6 ใบ ตัวใหญ่สุดสูง 36 เซ็นติเมตร

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Morning Glory Pool บ่อน้ำพุร้อนหลากสี ที่แอ่งน้ำพุ Upper Geyser Basin ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน สหรัฐอเมริกา (เดิมชื่อ Convolutus ซึ่งเป็นภาษาลาติน) แต่มีการเรียกชื่ว่า Morning Glory ก็เนื่องมาจากสีสันเหมือนดอก Morning Glory สีสันต่าง ๆ ของ บ่อน้ำพุร้อนเกิดจากแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำ


ยิปซี แวนเนอร์ (Gypsy Vanner) ม้าสายพันธุ์ที่สวยที่สุดในโลก เป็นม้าในกลุ่มม้าลากรถของชาวยิปซี ในปี 1996 มีการกำหนดสายพันธุ์ม้ายิปซี แวนเนอร์ไว้คือ มินิยิปซี (Mini Gypsy) ถ้าม้ามีความสูงน้อยกว่า 14 Hands คลาสสิคยิปซี (Classic Gypsy) ถ้าม้ามี
ความสูง 14-15.2 Hands และ แกรนด์ยิปซี (Grand Gypsy) มีความสูงกว่า 15.2 Hands
มาตราวัด Hand เป็นมาตราวัดแบบโบราณ วัดโดยใช้มือกางนิ้วโป้งตั้งฉากกับมือ และวัดจากต้นจนปลาย 1 Hand จะมีความยาวประมาณ 10 ซม.







Sociable weaver หรือ social weaver bird เป็นนกเจ้าของสุดยอดรังนกที่ใหญ่ที่สุด นกชนิดนี้พบในประเทศบอตสวานา, นามิเบีย และอัฟริกาใต้ นับเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่นกชนิดนี้สร้างขึ้นมา คือรังนกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก



วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

"ทิชชู่ ม้วนแรก"

สำหรับกระดาษชำระ หรือทิชช่นั้น ประดิษฐ์ขึ้นโดยนักธุรกิจชาวอเมริกา นามว่า นายโจเซฟ กาเย็ตตี้ และออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1857 แต่น่าเสียดายที่กิจการของเขาได้ขาดทุนย่อยยับ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ กลับไปใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ และใบปลิวต่าง ๆ แทน ด้วยเหตุผลที่ว่า อ่านได้ เช็ดได้ ไม่เสียเงิน



แต่อีก 20 ปีต่อมา สองพี่น้องสกุลสก็อตจึงได้ผลิตกระดาษชำระออกวางขายอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า สก๊อตทิชชู่ ในขณะนั้นส้วมชักโครก และห้องน้ำภายในอาคารเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้คนใช้กระดาษชำระมากขึ้น นอกจากนี้ยังใช้สะดวก เนื้อนุ่มและยังเข้ากับการตกแต่งห้องน้ำอีกด้วย

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Amelia Earhart




Amelia Mary Earhart July 24, 1897 – disappeared 1937 was a noted American aviation pioneer and author. Earhart was the first aviatrix to fly solo across the Atlantic Ocean. She received the U.S. Distinguished Flying Cross for this record.She set many other records, wrote best-selling books about her flying experiences and was instrumental in the formation of The Ninety-Nines, an organization for female pilots.Earhart joined the faculty of the Purdue University aviation department in 1935 as a visiting faculty member to counsel women on careers and help inspire others with her love for aviation. She was also a member of the National Woman's Party, and an early supporter of the Equal Rights Amendment.
During an attempt to make a circumnavigational flight of the globe in 1937 in a Purdue-funded Lockheed Model 10 Electra, Earhart disappeared over the central Pacific Ocean nearHowland Island. Fascination with her life, career and disappearance continues to this day

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อำเภอเกาะกูด



เกาะกูดเริ่มปรากฏหลักฐานตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อองเชียงสือ เจ้าเมืองญวนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระองค์หนีออกจากกรุงเทพมหานครมาลงเรือที่เกาะสีชัง จากนั้นแล่นเรือชักใบในอ่าวไทยมา7 วันจึงถึงเกาะกูดที่ไม่มีคนอยู่เลย
ชนพื้นถิ่นดั้งเดิมของเกาะกูดส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่อพยพมาจากเมืองปัจจันตคีรีเขร์(เกาะกง) ที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2447 มีหมู่บ้านคลองมาดเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุด
เดิมเกาะกูดเป็นหมู่บ้านขึ้นกับตำบลเกาะหมาก อำเภอแหลมงอบ ต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นตำบลเกาะกูด ในปี พ.ศ. 2523 ตัวเกาะกูดมีระยะทางห่างจากอำเภอคลองใหญ่ประมาณ 40 กิโลเมตร ประชาชนชาวเกาะกูดมีความยากลำบากในการเดินทางไปติดต่อราชการ ประกอบกับเกาะกูดอยู่ใกล้ดินแดนประเทศกัมพูชาด้านเกาะกงมากกว่าฝั่งไทย ทางราชการจึงมีนโยบายเพื่อความมั่นคงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยได้ยกฐานะเกาะกูดและเกาะข้างเคียงขึ้นเป็น กิ่งอำเภอเกาะกูด ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2533 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ปีเดียวกัน และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 24 สิงหาคมพ.ศ. 2550 ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอเกาะกูด โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ปีเดียวกัน

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันสตรีสากล


วันสตรีสากล เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400)

จากนั้นในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

ความอัดอั้นตันใจจึงทำให้ "คลาร่า เซทคิน"นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมันตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

อย่างไรก็ตามแม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ "คลาร่า เซทคิน" และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ.2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ "คลาร่า เซทคิน" ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

สุนัขตัวสูงที่สุดในโลก


จอร์จ คือ สุนัข ตัวล่าสุดที่ครองตำแหน่ง สุนัข ที่ สูงที่สุดในโลก ภายหลังจากที่กิปสัน ได้จากโลกนี้ไป แต่คลื่นลูกหลังย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า เพราะ george สูงกว่า กิปสัน
  • จอร์จ มีความสูง 109 เซ็นติเมตร เมื่อวัดจากพื้นถึงหัวไหล่ ซึ่งสูงกว่า กิปสัน อยู่ 2 เซ็นติเมตร
  • จอร์จ เป็น หมา พันธุ์ Great Dane มีนำ้หนักถึง 111 กิโลกรัม กินอาหารอาทิตย์ละ 50 กิโลกรัม
  • เจ้าของ จอร์จ มีชื่อว่า Christine Nasser เป็นชาวเมือง Tucson รัฐ Arizona ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • จอร์จ ได้รับการบันทึก จาก กินเน็สบุ๊ค ว่าเป็นสุนัขสูงที่สุดในโลก ปี 2010

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Korat

Korats are a slate blue-grey shorthair domestic cat with a small to medium build and a low percentage of body fat. Their bodies are semi-cobby, and surprisingly heavy for their size. They are intelligent, playful,active cats and form strong bonds with people. Among Korats' distinguishing characteristics are their heart-shaped heads and large green eyes. They are one of a few breeds where individuals have only one color.

The Korat is one of the oldest stable cat breeds. Originating in Thailand, it is named after theNakhon Ratchasima province (typically called "Korat" by the Thai people). In Thailand it is known as Si-Sawat, meaning "Color of the Sawat Seed".They are known colloquially as the "Good Luck Cat" and are given in pairs to newlyweds or to people who are highly esteemed, forgood luck. Until recently, Korats were not sold, but only given as gifts.

The modern Korats now exist due to the diligent efforts of a few breeders inside and outside of Thailand.

The first mention of the Korat is in "The Cat-Book Poems" authored between 1350 and 1767 AD in Thailand, now in the National library in Bangkok.However, the illustration of the Korat in this book is not detailed enough to be definitive as to the breed portrayed. In recent years the Korat was on postage stamp in Thailand. An example hangs in the city of Korat's post office.

Korats first appeared in Britain under the name "Blue Siamese" in 1889 and 1896, but as these solid blue cats did not conform to the cat show judges' perception of a Siamese cat they disappeared by 1901. One early import, "Dwina" owned by Russian Blue breeder Mrs Constance Carew-Cox and mentioned in Frances Simpson's "The Book of the Cat" (1903) produced a a large number of "Siamese" kittens, while the other, Mrs Spearman's Blue Siamese male, "Nam Noi", was declared to be a Russian Blue by cat show judges (WR Hawkins, "Around the Pens" July 1896). Mrs Spearman tried unsuccessfully to import more of these "Blue Siamese".

Korats first appeared in America in the 1950s and arrived in Britain from there in 1972. Jean Johnson introduced Korats to the US in 1959. She had lived in Thailand, where she encountered the breed. Her first pair were named Nara (male) and Dara (female).The Korat was introduced to the UK by Betty Munford of The High Street, Hungerford.

Although it is rare, Korats occasionally have striking or faint white markings or spots or even very faint gray stripes. Sometimes these spots increase in size with age. These are seen as flaws, and the cats are not allowed to be displayed in cat shows, although of course it has no effect on their personality or health.

The Governing Council of the Cat Fancy recognizes Korat type cats differing from the traditional solid blue appearance of the Korat. Such cats can be either Thai Lilacs, which are solid lilac cats, or Thai Pointed, which have the colour-point pattern also seen in Siamese. The official registration policy for Korats allows kittens to be registered as Thai if they are born to Korat parents, Thai parents or to one of each. It also requires genetic testing for gangliosidosis to be carried out to ensure that the breed remains free of this inherited disease which once existed in Korat and Thai breeding lines.

The genes responsible for Pointeds and Lilacs were introduced into the Korat breed when new Korat breeding stock carrying the recessive genes was imported from Thailand. The first recorded Thai Lilac kitten was born to the Jenanca line in 1989, when 'Jenanca Lilac Lillee' was born from two Korat parents in the UK. In 1990 Lillee's parents were re-mated with more lilac kittens resulting. More importantly, a young male lilac was born to another pair also in the UK. This serendipitous event allowed more crossings to occur without inbreeding too closely.


วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลูกอมใส่สีมีอันตราย


ลูกอม เป็นขนมหวานประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบรรดาเด็ก ๆ และวัยรุ่น
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการจำหน่ายในท้องตลาดกันอย่างกว้างขวาง ลองมาศึกษาเกร็ดน่ารู้
ต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกอมกันดังต่อไปนี้
ความหมายของลูกอม
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 228) พ.ศ.2544 เรื่อง หมากฝรั่งและลูกอม
ได้ให้ความหมายของลูกอมไว้ว่า หมายถึง "ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้อมหรือเคี้ยว ที่มีการแต่งรสใด ๆ
มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก และอาจมีส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อปรุงแต่งกลิ่นรสด้วยหรือไม่ก็ได้"
ประเภทของลูกอม
ลูกอมแบ่งตามลักษณะทางกายภาพได้ 3 ประเภท คือ
  1. ลูกกวาด (Hard candy) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะแข็ง เมื่อเคี้ยวจะแตก อาจมีการ
    สอดไส้ด้วยก็ได้ ซึ่งผลิตโดยการละลายน้ำตาล กลูโคสไซรัป น้ำ นำมาเคี่ยวจนได้ที่
    นวดผสมกัน แล้วรีดอัดเป็นเม็ด
  2. ขนมเคี้ยว (Chewy candy) ได้แก่ คาราเมล (Caramels) ท๊อฟฟี่ ลักษณะจะนิ่มจน
    ถึงค่อนข้างแข็ง ผลิตโดยการนำน้ำตาลกลูโคสไซรัป น้ำ ไขมัน หรือส่วนประกอบอื่น
    ปั่นให้เข้ากันจนมีลักษณะเป็นอิมัลชั่นก่อน จึงนำมาเคี่ยวจนได้ที่ นวดผสม และรีด
    อัดเม็ด
  3. ซอฟต์แคนดี้ (Soft candy) ได้แก่ ครีม (Creams), ฟัดส์ (Fudges), มาร์ชแมลโล
    (Marshmallow) ผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะนิ่มอ่อนตัวมากกว่าขนมเคี้ยว เนื่องจากมี
    ปริมาณความชื้นมากกว่า
ส่วนประกอบที่สำคัญของลูกอม
ลูกอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ สารให้ความหวาน, สารแต่งรสหรือ
กลิ่น, สารแต่งสี และอื่น ๆ
  • สารให้ความหวาน ได้แก่ น้ำตาลทราย กลูโคสไซรัป รวมทั้ง น้ำตาล แอลกอฮอล์ เช่น
    ซอร์บิทอล แมนนิทอล โดยจะมีผลต่อความหวาน รวมทั้งความใสของลูกอมด้วย
  • สารแต่งรสหรือกลิ่น ได้แก่ วัตถุแต่งกลิ่นรส ทั้งที่เป็นธรรมชาติ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส
    น้ำมันจากเปลือกส้ม หรือจากการใช้สารเคมีผสมให้เกิดกลิ่นที่ต้องการ เช่น ครีมโซดา
    กลิ่นองุ่น หรือส่วนประกอบที่แต่งกลิ่นรสได้ เช่น กาแฟผง หรือนมผง ในลูกอมรส
    กาแฟ หรือท๊อฟฟี่นม เป็นต้น
  • สารแต่งสี ลูกอมโดยปกติจะเกิดสีน้ำตาล อันเนื่องจากความร้อน ที่ใช้ในการผลิตในช่วง
    เคี่ยวน้ำตาล แต่บางครั้งผู้ผลิตจำเป็นต้องใส่สีต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจของผู้ซื้อ เช่น แต่ง
    สีแดง สำหรับลูกอมกลิ่น สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น
  • ส่วนประกอบอื่นๆ ได้แก่ กรดอินทรีย์ กรดที่นิยมใช้ในการผลิตลูกอม ได้แก่ กรดซิตริก
    กรดตาร์ตาริก และกรดมาลิก โดยใช้เพื่อควบคุมความหวาน แต่งรสและยืดอายุการเก็บ
    ผลิตภัณฑ์
จากส่วนประกอบของลูกอมดังกล่าวข้างต้น มีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค
ได้แก่ ในเรื่องของสารแต่งสีในลูกอม ซึ่งสีที่ใช้ผสมในลูกอมตามกฎหมายแล้วผู้ผลิต
จะต้องใช้สีที่ได้จากธรรมชาติหรือสีผสมอาหาร ซึ่งการใช้สีผสมอาหารนั้นก็ต้องใช้
ตามปริมาณที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย อย่างไรก็ตามยังพบว่ามีผู้ผลิตบางรายรู้เท่า
ไม่ถึงการณ์ แทนที่จะใช้สีผสมอาหารผสมในลูกอม อาจจะใช้สีที่มิใช่สีผสมอาหาร
เช่น สีย้อมผ้า สีย้อมกระดาษ สีย้อมเส้นใยต่าง ๆ ผสมในลูกอม ซึ่งสีเหล่านี้เป็นสีที่
กฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้ผสมในอาหาร เนื่องจากมีความบริสุทธิ์ต่ำและมีโลหะหนัก
เจือปนอยู่ในปริมาณสูง หากสะสมในร่างกายมาก ๆ ในปริมาณหนึ่งก็จะเกิดอันตราย
ได้ นอกจากนี้ผู้ผลิตบางรายก็อาจจะใช้สีผสมอาหาร แต่ใช้เกินปริมาณที่กฎหมาย
กำหนดไว้ กรณีเช่นนี้ก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้เช่นกัน
สีที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ผสมในขนมเด็กมี 2 ชนิด
  1. สีจากธรรมชาติ เป็นสีที่ได้จากพืช จึงเป็นสีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับใช้ผสม
    ในขนมเด็ก เพื่อให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน เช่น สีเขียวจากใบเตย
    ตัวอย่างสีจากธรรมชาติ
    * สีเขียว ได้จาก ใบเตย ใบย่านาง
    * สีเหลือง ได้จาก ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ฟักทอง ดอกกรรณิการ์
    * สีแดง ได้จาก ครั่ง ดอกกระเจี๊ยบ มะเขือเทศสุก พริกแดง
    * สีน้ำเงิน ได้จาก ดอกอัญชัน
    * สีดำ ได้จาก ดอกดิน กาบมะพร้าวเผา
    * สีน้ำตาล ได้จาก น้ำตาลเคี่ยวไหม้ เนื้อในเมล็ดโกโก้
    * สีม่วง ได้จาก ดอกอัญชัน ถั่วดำ
  2. สีผสมอาหาร ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี เนื่องจากการใช้สีธรรมชาติอาจ
    ไม่สะดวก จึงได้มีการผลิตสีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหารแทนการใช้สีจาก
    ธรรมชาติแม้กฎหมายกำหนดอนุญาตให้ใช้สีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหารได้ แต่หากใช้ในปริมาณมากและบ่อยครั้ง ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ ร่างกายได้
    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้มีการกำหนดปริมาณสีที่อนุญาต
    ให้ใช้ผสมในอาหารประเภท เครื่องดื่ม ไอศกรีม ลูกกวาด และขนมหวาน ดังนี้
    (2.1) สีที่ใช้ได้ปริมาณไม่เกิน 70 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่ใช้
    บริโภค 1 กิโลกรัม

    * สีแดง ได้แก่ - เอโซรูบีน , เออริโทรซิน
    * สีเหลือง ได้แก่ - ตาร์ตราซีน , ซันเซ็ตเย็ลโลว์ เอ็ฟ ซี เอ็ฟ
    * สีเขียว ได้แก่ - ฟาสต์ กรีน เอ็ฟ ซี เอ็ฟ
    * สีน้ำเงิน ได้แก่ - อินดิโกคาร์มีน หรือ อินดิโกติน
    (2.2) สีที่ใช้ได้ปริมาณไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่ออาหารในลักษณะที่ใช้ บริโภค 1 กิโลกรัม
    * สีแดง ได้แก่ - ปองโซ 4 อาร์
    * สีน้ำเงิน ได้แก่ - บริลเลียนห์บลู เอ็ฟ ซี เอ็ฟ
อันตรายจากสีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ผสมอาหาร
สำหรับสีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ผสมอาหาร เช่น สีย้อมผ้า ฯลฯ จะมีโลหะหนักปะปนอยู่ซึ่ง
เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนี้
  1. อันตรายจากพิษของตัวสีเอง สีต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสีผสมอาหาร ส่วนใหญ่มักจะเป็นสี
    ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง หรือเนื้องอกที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยเฉพาะที่ระบบทาง
    เดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ
  2. อันตรายที่เกิดจากสารไม่บริสุทธิ์ในสีนั้นๆ สิ่งที่สำคัญ คือ โลหะหนัก เพราะสีส่วนใหญ่
    จะมีโลหะหนักเป็นส่วนประกอบ เช่น โครเมี่ยม ตะกั่ว สารหนู ปนอยู่เสมอ การได้รับ
    โลหะหนักเข้าไปในร่างกายมาก ๆ หรือเป็นประจำ อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ เช่น ถ้า
    ได้รับสารตะกั่วนาน ๆ จะทำให้เกิดโลหิตจาง และเป็นโรคพิษตะกั่ว
เมื่อผู้บริโภคทราบแล้วว่า ลูกอมที่มีสีสันสวยงามชวนให้บริโภคนั้น แม้จะใช้สีผสม
อาหาร ซึ่งเป็นสีที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ใส่ในอาหารได้ แต่ก็มีข้อกำหนดในเรื่องของ
ปริมาณสีที่ให้ใช้ตามความเหมาะสม หากใช้เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด ก็อาจเกิด
อันตรายต่อผู้บริโภคได้ นอกจากนี้หากผู้ผลิตไม่ใช้สีผสมอาหารแต่ใช้สีอื่น ๆ ที่มิใช่
สีผสมอาหารก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น ดังนั้น การที่จะบริโภคลูกอมต่าง ๆ ก็ควรที่จะ
เลือกชนิดที่มีสีอ่อน ๆ หรือถ้าเป็นไปได้ควรเลือกที่ไม่มีสีเลยจะดีกว่า
การเลือกซื้อลูกอม
ในการเลือกซื้อลูกอม ควรดูที่ฉลากเป็นสำคัญ ว่ามีเครื่องหมาย อย. หรือไม่
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 96 (พ.ศ.2528) เรื่อง การแสดงฉลาก
ของหมากฝรั่งและลูกอม นั้น ฉลากของลูกอมที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภคต้องมี
ข้อความเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดง
รายละเอียดดังต่อไปนี้
  1. ชื่ออาหาร
  2. เลขทะเบียนตำรับอาหาร (ถ้ามี)
  3. ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิต หรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี
    หมากฝรั่งและลูกอมที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือ
    ของผู้แบ่งบรรจุก็ได้ สำหรับหมากฝรั่งและลูกอมที่นำเข้าให้แสดงประเทศผู้ผลิตด้วย
  4. น้ำหนักสุทธิเป็นระบบเมตริก
  5. ปริมาณของน้ำตาล/หรือวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล เป็นร้อยละของน้ำหนัก
  6. เดือนและปีที่ผลิต โดยมีคำว่า "ผลิต" กำกับไว้ด้วย
  7. คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี)
  8. ข้อความว่า "เจือสีธรรมชาติ" หรือ "เจือสีสังเคราะห์" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
  9. ข้อความว่า"แต่งกลิ่นธรรมชาติ", "แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ", "แต่งกลิ่นสังเคราะห์"
    "แต่งรสธรรมชาติ" หรือ "แต่งรสเลียนธรรมชาติ" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
  10. ข้อความว่า "ใช้วัตถุกันเสีย" ถ้ามีการใช้
  11. ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
สำหรับฉลากที่ปิด หรือติด หรือแสดงไว้ที่ภาชนะบรรจุที่ใส่หรือห่อ หรือสัมผัสโดยตรง
กับอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอาจอนุญาตให้แสดงเฉพาะข้อความ
ตาม 1, 2, 3, 5 และ 10 ก็ได้
นอกจากการดูฉลากเป็นสำคัญแล้ว การเลือกซื้อลูกอมผู้บริโภคควรสังเกตภาชนะ
บรรจุ ไม่ว่าจะเป็นกล่อง ห่อ ซอง จะต้องสะอาด ไม่เก่าหรือฉีกขาด ถ้าเป็นพลาสติก
ส่วนที่สัมผัสกับลูกอมจะต้องไม่มีสี เมื่อเลือกซื้อลูกอมมาได้แล้ว ขณะที่รับประทานก็
ควรสังเกตด้วย ซึ่งลูกอมที่ดีต้องไม่มีกลิ่น รส ผิดปกติ การเก็บลูกอมก็สำคัญเช่นกัน
ควรเก็บไว้ในที่เย็น ไม่อับชื้น ตลอดจนป้องกันแมลงและสัตว์อื่นๆ ที่จะมาแทะลูกอมได้


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554


มะรุม จัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์เอนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหาร ยาและอุตสาหกรรม เป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ทนแล้ง ปลูกง่ายในเขตร้อน อาจจะเติบโตมีความสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 - 40 ซม. ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 - 3 ซม. รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ฝักยาว 20 - 50 ซม. ฝักมีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 ซม.

สรรพคุณ

มะรุมในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
  • ใบ ใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
  • ยอดอ่อน ใช้ถอนพิษไข้
  • ดอก ใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง
  • ฝัก แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
  • เมล็ด เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ ป้องกันมะเร็ง
  • ราก รสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)
  • เปลือกลำต้น รสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร
  • ยาง (gum) ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน earache, asthma

คุณค่าทางอาหาร

  • ใบ ใบสดใช้กินเป็นอาหาร ใบแห้งที่ทำเป็นผงเก็บไว้ได้นานโดยยังมีคุณค่าทางอาหารสูง ใบมะรุมมีวิตามิน เอ สูงกว่าแครอท มีแคลเซียมสูงกว่านม มีเหล็กสูงกว่าผักขม มีวิตามี ซี สูงกว่าส้มและมีโปแตสเซียมสูงกว่ากล้วย
  • ดอกฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้หวัดHelminths ป้องกันมะเร็ง
  • ฝัก ฝักมะรุม 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย เส้นใย 1.2 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 532 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลลิกรัม
  • เมล็ด น้ำมันที่ได้จากการคั้นเมล็ดสดใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหาร
  • การปรุงอาหาร ในประเทศไทย ฤดูหนาวจะมีมะรุมจำหน่ายทั่วไป ทั้งตลาดในเมืองและในท้องถิ่น คนไทยทุกภาครับประทานมะรุมเป็นผัก ชาวภาคกลางนิยมนักมะรุมอ่อนไปปรุงเป็นแกงส้ม และนำดอกมะรุมลวกให้สุกหรือดองรับประทานกับน้ำพริก สำหรับชาวอีสาน ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอกอ่อนนำไปลวกให้สุกหรือต้มให้สุก รับประทานเป็นผักร่วมกับป่นแจ่ว ลาบ ก้อย หรือนำไปปรุงเป็นแกงอ่อม ส่วนฝักอ่อนหรือฝักที่ยังไม่แก่เต็มที่นำมาปอกเปลือก หั่นเป็นท่อนและนำไปปรุงเป็นแกงส้ม หรือแกงลาวได้ นอกจากนี้ ที่จังหวัดชัยภูมิ ยังรับประทานฝักมะรุมอ่อนสด เป็นผักแกล้มร่วมกับส้มตำโดยรับประทานคล้ายกับรับประทานถั่วฝักยาว และชาวบ้านเล่าว่าฝักมะรุมอ่อนนำไปแกงส้มได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก ชาวเหนือนำดอกอ่อน ฝักอ่อนไปแกงกับปลา ในต่างประเทศ เช่น อินเดีย มีการทำผงใบมะรุมไว้เป็นอาหาร น้ำใบมะรุมอัดกระป๋อง

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554


ประเทศไทยเริ่มจัดงานวันแม่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน ต่อมามีการเปลี่ยนกำหนดงานวันแม่หลายครั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนโดยให้ถือว่า วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน


ด้วยเหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่
ก็เนื่องจาก คนไทยถือเป็นดอกไม้มงคล นิยมเอาดอกมะลิมาร้อยเป็นมาลัยเพื่อบูชาพระ และดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลายมะลิ
นอกจากนี้ มะลิดอกแห้งก็ยังสามารถใช้ปรุงเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี

ดอกมะลิ จึงกลายสัญลักษณ์หนึ่งที่มาพร้อมกับเทศกาล วันแม่ ซึ่งเป็นวันที่บรรดาลูกให้ความสำคัญกับผู้ที่ให้กำเนิดเป็นพิเศษ และไม่ว่าจะเลือกดอกมะลิพันธุ์ใด ที่มีประมาณ 10 กว่าพันธุ์ หรือ ซื้ออะไรให้แม่ก็ตาม มันก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกลึก ๆในหัวใจ ของแตละคนที่จะมอบความรัก ต่อแม่ทุกๆวัน และ คงไม่ยากจนเกินไปนัก หากเอ่ยคำว่า รักแม่ กอดแม่ ให้ความสุขกับท่านทุกวัน" เพื่อให้ท่านได้ชื่นใจ เพราะคุณอาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่ได้เพียงแต่รำลึกถึงพระคุณแม่ผ่านภาพ และเงาที่ตราตรึงไว้ในความทรงจำเท่านั้นว่า ลูกรักแม่ วันแม่ปีนี้อย่าลืมทำให้แม่ผู้มีพระคุณได้มีความสุขกัน

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปากยาว ๆ ของตัวกินมดมีเอาไว้ทำไม?


ก็เพราะว่าดวงตาของตัวกินมด มีขนาดเล็กมากและมองเห็นได้ไม่ชัดน่ะสิ พวกมันจึงต้องใช้ปากยาว ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับงวงของช้าง สูดกลิ่นอากาศและดินเพื่อหาอาหารโปรดของก็คือมดแต่จริง ๆ แล้วพวกมันน่ะไม่ได้กลิ่นของมดหรอก เพราะว่า มดมันไม่มีกลิ่นน่ะสิ!!! แต่ที่พวกมันสามารถหามดและรังมดเจอก็เพราะกลิ่นน้ำลายแห้ง ที่มดใช้สร้างรังต่างหาก

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554


The summer solstice occurs exactly when the Earth's semi-axis in a given hemisphere is most inclined towards the sun, at its maximum tilt of 23° 26'. Though the summer solstice is an instant in time, the term is also colloquially used like Midsummer to refer to the day on which it occurs. Except in the polar regions (where daylight is continuous for many months), the day on which the summer solstice occurs is the day of the year with the longest period of daylight. The summer solstice occurs in June in the Northern Hemisphere north of the Tropic of Cancer (23°26'N) and in December in the Southern Hemisphere south of the Tropic of Capricorn (23°26'S). The Sun reaches its highest position in the sky on the day of the summer solstice. However, between the Tropic of Cancer and the Tropic of Capricorn, the highest sun position does not occur at the summer solstice, since the sun reaches the zenith here and it does so at different times of the year depending on the latitude of the observer. Depending on the shift of the calendar, the summer solstice occurs some time between December 21 and December 22 each year in the Southern Hemisphere, and between June 20 and June 21 in the Northern Hemisphere.

Worldwide, interpretation of the event has varied among cultures, but most have held a recognition of sign of the fertility, involving holidays, festivals, gatherings, rituals or other celebrations around that time.

The word solstice derives from Latin sol (sun) and sistere (to stand still).

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทับทิม



ทับทิม มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Punica granatum L.วงศ์ Punicaceae ภาษาอังกฤษเรียก Pomegranateชาวเชียงใหม่และภาคเหนือทั่วไปเรียก มะก้อ ชาวน่านเรียก มะก่องแก้ว ชาวแม่ฮ่องสอนเรียก หมากจัง ชาวหนองคาย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เรียก พิลา ชาวจีนเรียก เซี๊ยะลิ้ว ชาวสเปนเรียก Granada ส่วนชาวอินเดียเรียก Darim


ทับทิม มีถิ่นกำเนิดบริเวณรอยต่อของเอเชียตะวันตกกับตอนบนของเอเชียใต้ คือบริเวณตะวันออกของประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานและทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ทับทิมคงเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากว่าพันปีแล้ว จึงมีการปลูกแพร่กระจายออกไปทั้งในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (Sub-tropical) ของทวีปเอเชีย ยุโรป รวมทั้งในทวีปแอฟริกาด้วยทับทิม มีบทบาทอย่างมากในตำนานต่างๆ ของหลายประเทศ เป็นสัญลักษณ์ของการเกิด ความสามารถในการเจริญพันธุ์ ชีวิตชั่วนิรันดร์ และความตาย เพราะทับทิมมีเมล็ดมากมาย ชาวกรีกใช้ทับทิมในงานแต่งงานเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงเผ่าพันธุ์ ชาวยิวถือว่าทับทิมเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ชาวฮินดูเชื่อ ว่า ทับทิมเป็นผลไม้โปรดของพระพิฆเณศจึงนิยมนำผลทับทิมไปถวาย และใช้ดอกทับทิม บวงสรวงบูชาพระอาทิตย์ พระนารายณ์ และเทวีลักษมี อีกด้วย ชาวจีน ถือว่าต้นทับทิมเป็นไม้มงคลโดยเฉพาะทับทิมชนิดดอกสีขาวและเป็นสัญลักษณ์แห่ง ความอุดมสมบูรณ์ ความมีลูกหลานมากมายเนื่องจากผลทับทิมมีเมล็ดมาก กิ่งใบทับทิมเป็นไม้มงคลที่ใช้ทุกงาน มีการปักยอดทับทิมไว้ที่สิ่งของเซ่นไหว้เจ้า ใช้พรมน้ำมนต์และมีไว้ติดตัวเพื่อคุ้มครองกันภัย


ประโยชน์


เมล็ดทับทิมเป็นผลไม้มีรส หวานหรือเปรี้ยวอมหวาน น้ำคั้นจากเมล็ดทับทิมมีกลิ่นหอมชวนดื่ม ประกอบด้วยน้ำตาลและกรดที่เป็นประโยชน์ รวมถึงวิตามินเอ ซี อี ธาตุเหล็ก แคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งเป็นธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ ทับทิมถูกใช้เป็นยาพื้นบ้านของชาวอิหร่านและอินเดียมาแต่โบราณ น้ำต้มเปลือกทับทิมใช้แก้เจ็บคอ ยาพอกจากใบใช้พอกหนังศีรษะลดอาการผมร่วง น้ำคั้นเมล็ดทับทิมใช้ลดความร้อนในร่างกาย เชื่อว่าช่วยล้างระบบต่างๆ ของร่างกายและเหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์อีกด้วย ชาวอาหรับใช้เปลือกรากทับทิมสดๆ ต้มน้ำ ดื่มถ่ายพยาธิตัวตืด เปลือกจากลำต้นทับทิม ต้มน้ำใช้ถ่ายพยาธิชนิดต่างๆ ร่วมกับยาถ่าย ใช้เปลือกผลทับทิมผสมกานพลูและฝิ่นรักษาโรคบิดและท้องร่วงอย่างแรง ชาวอินเดียใช้น้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกทับทิม ปรุงยาธาตุ ใช้สมานลำไส้ และแก้ท้องเสีย เมล็ดทับทิมใช้บำรุงหัวใจ ประเทศไทย แพทย์แผนโบราณใช้ทับทิมทั้งต้นหรือที่เรียกทับทิมทั้งห้าเป็นยาระบาย หรือถ่ายพยาธิเส้นด้ายและตัวตืด เปลือก ราก และเปลือกต้นมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้ถ่ายพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย ใบ ใช้ สมานแผล แก้ท้องร่วง น้ำต้มใบใช้อมกลั้วคอ ทำยาล้างตาดอกใช้ห้ามเลือดเปลือกผลใช้สมานแผล แก้บิด แก้ท้องร่วง ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ด มีวิตามินซีสูงแก้โรคลักปิดลักเปิด และใช้แก้กระหายน้ำ

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Martha Graham ประวัติ ผู้บุกเบิกท่าเต้นรำสมัยใหม่



วันนี้ (11 พฤษภาคม 2554) เป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 117 ของ Martha Graham นักออกแบบท่าเต้นชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการเต้นรำสมัยใหม่จบการศึกษาจากโรงเรียนสอนเต้นรำที่ชื่อว่าเดนิสชอว์ ( Denisshaw ) จัดตั้งโดย รู๊ท เซนต์ เดนิส ( Ruth St. Denis )และสามีนักเต้นรำของเธอ เท็ด ชอว์ ( Ted Shawn )ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ในปี ค.ศ. 1914 ที่เมืองซานตา บาบารา รัฐแคลิฟอร์เนียมาร์ธาเกิดในมลรัฐเพนซิลวาเนีย ในครอบครัวของผู้ที่เคร่งในศาสนาคริสต์ฝ่าย โปรแตสแตนต์ ซึ่งใช้การปกครองโดยพระที่มีสมณศักดิ์เท่ากันหมดและเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาในแบบเดียวกันกับคนอังกฤษ ที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของศาสนาทางราชการในสมัยพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ครอบครัวของเธอจึงได้ย้ายมาที่อเมริกา สิ่งนี้เป็นผลสะท้อนเอาความเข้มงวด ความเคร่งขรึมแสดงออกมาในงานของเธอ ความขัดแย้งระหว่างการรับผิดชอบชั่วดี กับความปรารถนาในอารมณ์แฝงอยู่ในงานหลายชิ้นของเธอ เธอได้สอดแทรกเอาอารมณ์ของความร้ายกาจอย่างขมขื่นกับการสะกดกลั้นความรู้สึกอันเกี่ยวข้องในลัทธิความเชื่อส่วนตัวของเธอไว้ในงานของเธออย่างแยบยล และที่สำคัญเธอยังได้พยายามแสดงให้คนดูเห็นหรือบอกความในใจถึงเรื่องจริงในชีวิตของเธอให้ปรากฏออกมาในงาน ซึ่งพ่อของเธอได้ให้คำยืนยันว่าเธอได้กระทำเช่นนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็กแล้ว



มาร์ธา มีความสนใจในการเต้นรำมาโดยตลอดและมีความตั้งใจว่า จะยึดการเต้นรำเป็นอาชีพ เมื่อเธอได้เห็นการแสดงของ รู๊ท เธอจึงสมัตรเข้าเรียนในโรงเรียนสอนเต้นรำของรู๊ททันทีในปี ค.ศ. 1916 ที่โรงเรียนแห่งนี้มีความพิเศษนอกเหนือจากโรงเรียนเต้นรำอื่น ๆ ในเวลานั้นคือมีการนำเอาวัฒนธรรมจากประเทศอื่น ๆ มาผสมผสานให้ออกมามีลักษณะร่วมสมัย เช่นนำสไตล์การเคลื่อนไหว ของ อียิปต์ และ อินเดียมาประยุกต์ให้เป็นท่าทางที่ร่วมสมัย และยังสอนรูปแบบการเต้นทั้งแบบเก่า และใหม่ผสมผสานกัน มาร์ธาใช้เวลาศึกษาการเต้นรำในโรงเรียนเดนิสชอว์แห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี จากนั้นเธอจึงหารูปแบบใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเรียนที่โรงเรียนเดนิสชอว์ สร้างสรรค์ให้เป็นรูปแบบการเต้นของเธอเอง เธอได้พัฒนาสไตล์ของเธอเองมาจนถึงจุดหนึ่งที่เธอได้ค้นพบเทคนิค”การยืด” และ “การหด”กล้ามเนื้อ (Contraction and Release ) หลังจากที่เธอได้ตั้งคณะและตระเวนเปิดการแสดงไปทั่วแล้ว ในปี ค.ศ. 1927 เธอได้เปิดโรงเรียนสอนเต้นรำร่วมสมัยของเธอพร้อม ๆ ไปกับคณะการแสดงของเธอซึ่งมีผลงานการแสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง มาร์ธา เกรแฮม เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์โมเดิร์นแดนซ์ แม้มาร์ธาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่คณะการแสดงของเธอก็ยังเปิดการแสดงต่อมา ก่อนที่จะปิดตัวลงไปกลายเป็นประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความเสียดายของคนทั่วโลก แต่ผลงานของเธอได้ถูกนำไปเผยแพร่อย่างต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้โดยเหล่าลูกศิษย์ของเธอ และศิลปินเหล่านั้นก็ยังคงใช้วิธีการสอนที่ได้ร่ำเรียนมากับเธอต่อมาอีกด้วย เช่น เมิร์ส คันนิ่งแฮม, อีริค ฮอคกินส์, แอนนา ซากาโลว์, พอล เทลเลอร์ หรือแม้แต่นักร้องเพลงป๊อปยอดนิยมของสหรัฐอเมริกาอย่าง มาดอนน่าก็ยังเคยเป็นลูกศิษย์ของมาร์ธา เกรแฮมอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นนักร้องยอดนิยมในภายหลัง มาดอนน่าเคยกล่าวว่า ช่วงเวลาที่ได้อยู่ในคณะเต้นรำของมาร์ธา เกรแฮมเป็นช่วงเวลาที่เธอได้เรียนรู้ถึงระเบียบวินัย และสมาธิในการเคลื่อนไหว ซึ่งเธอได้นำสิ่งที่เธอศึกษามาแสดงออกถึงปรัชญาแห่งการเคลื่อนไหวในการแสดงคอนเสิร์ตของเธอได้เป็นอย่างดีการเต้นในรูปแบบโมเดิร์นแดนซ์ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ได้มีการสร้างรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในลักษณะของการทดลอง การนำเสนอแนวคิดใหม่ เทคนิคใหม่ เพื่อให้มีรูปแบบการแสดงที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ยังมีนักออกแบบท่าเต้นและนักเต้นที่ยิ่งใหญ่อีกมากมายทำการสืบทอดพัฒนาและคลี่คลายรูปแบบการเต้นนาฏศิลป์ร่วมสมัย ไปในทิศทางที่ต่าง ๆ กัน ในประเทศแถบเอเชียเช่นญี่ปุ่น ก็มีรูปแบบการเต้นรำ การเคลื่อนไหวที่พัฒนามาจากนาฏศิลป์ร่วมสมัยในยุคแรก แต่พัฒนารูปแบบเป็นการเคลื่อนไหวที่สัมผัสกันด้วยพลังงานที่อยู่รอบ ๆ ร่างกาย เรียกเทคนิคการเต้นนี้ว่า บุตโต (Bud-toh) ที่ประเทศอินโดนีเซียได้มีการนำเทคนิคศิลปะการต่อสู้ชั้นสูงมาผสมผสานจนเกิดเป็นท่าเต้นในรูปแบบของนาฏศิลป์ร่วมสมัยที่มีชื่อท่าและเทคนิคเป็นท่าเตรียมพร้อมในการต่อสู้ เช่นรำกริช ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นท่าทางเหล่านี้ปรากฏอยู่ในกีฬาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ปัญจะสีลัต